เรือพระที่นั่ง

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

                 
                          
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์  คำว่า “สุวรรณหงส์” แปลว่า หงส์ทอง ซึ่งหงส์ในปกรณัมและคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็นพาหนะของเทพเจ้า และเทพี เช่น พระอัศวิน พระวรุณ พระพรหม และพระนางสรัสวดี อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าสำคัญ เช่น พระนารายณ์ พระศิวะ และพระสุริยเทพ ส่วนในพุทธศาสนา หงส์เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ บริสุทธิ์หรือจิตอันเที่ยงแท้ดังปรากฏในชาดก กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหงส์ ใน พ.ศ. ๒๐๙๑ สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นครั้งแรกว่า “เรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ และเรือศรีสุพรรณหงส์” ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชื่อเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์และจากบทประพันธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง รัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้บรรยายถึงความงดงามของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ไว้ว่า สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย เพียงหงส์ทรงพรหมิน งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ ลินลาสเลื่อนเตือนตาชม หรือจากลิขิตพยุหยาตราเพชรพวงของเจ้าพระยาคลัง (หน) ว่า สุวรรณหงส์เหินเห็จฟ้าชมสินธุ์ ดุจพ่าห์พรหมินบิน จตุรมุขพิมานอินทร์ เป็นที่นั่งรองร้อน ฟ่องฟ้อน อรอาสน์ ทุเรศร้างวังเวง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ ชื่อว่าเรือ พระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ได้รับความเสียหายทั้งหมดในคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ส่วนเรือพระที่นั่งลำปัจจุบันนี้เป็นเรือ ที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่ได้สร้างมาแต่ครั้งสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ แต่มาแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพลเรือตรี

                 


  • พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นสถาปนิกผู้ต่อเรือสุพรรณหงส์ โดยจัดให้มีการประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔ โขนหัวเรือจำหลักเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอก ทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาหรือบุษบกสำหรับเป็นที่ประทับ เรือมีความยาว ๔๖.๑๕ เมตร ความกว้าง ๓.๑๗ เมตร ความลึก ๐.๙๔ เมตร กินน้ำลึก ๐.๔๑ เมตร น้ำหนัก ๑๕.๖๐ ตัน กำลังพลทั้งหมด ๖๗ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๕๐ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนเห่ขานยาว ๑ นาย คนถือฉัตร ๗ นาย กำลังพลสำรอง ๓ นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จำนวน … นาย พ.ศ. ๒๕๑๐ ซ่อมเพื่อใช้ชั่วคราวให้ทันใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐิน โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาการซ่อมทำชั่วคราวให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ พ.ศ. ๒๕๑๒ ซ่อมใหญ่ โดยซ่อมทำตัวเรือใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ จนถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อจากนั้นได้ทำการซ่อมทำลวดลายเรือและเครื่องหมายตกแต่งประกอบเรือตั้งแต่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ จนถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
    พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุด ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทองทาสีเรือใหม่และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ใน งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึง
    ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำวันที่

  • รางวัลเกียรติยศที่ได้รับจากต่างประเทศวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕ องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร พิจารณามอบรางวัลเรือโลก แก่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์โดยคณะกรรมการองค์การ World Ship Trust เข้าเฝ้าฯ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้อธิบดีกรมศิลปากร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเหรียญรางวัล ดังกล่าวในฐานะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลรักษาเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
    นอกจากความงดงามในด้านศิลปกรรมแล้ว เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ยังมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของ ชาติไทย และมีความสำคัญในการเป็นมรดกของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกลอย่างยิ่งลำหนึ่ง ที่แสดงออกถึงความมี
    อัจฉริยภาพในการต่อเรือของช่างไทยโบราณ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาติได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นงานศิลปกรรมที่
    รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ จึงได้มีการทะนุบำรุงรักษาเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นอย่างดีจนสามารถนำมา รับใช้เบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพระราชพิธีต่างๆ มาจนปัจจุบัน อันถือได้ว่าเป็นการสืบต่อ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการต่อเรือ การเดินเรือ และการค้าขายทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกลซึ่งกำเนิดขึ้นมา เป็นเวลาหลายร้อยปี

     

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

              
                          
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ คำว่า “นารายณ์ทรงสุบรรณ” หมายถึง พระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งคำว่า “สุบรรณ” หมายถึง ครุฑ หรือพญาครุฑ พาหนะของพระนารายณ์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่งลำเดิมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีชื่อว่า“มงคลสุบรรณ” หัวเรือเป็นรูปพระครุฑพ่าห์ มีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่อยู่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ มีความยาว ๑๗ วา ๓ ศอก กว้าง ๕ ศอก ๕ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๖ นิ้ว กำลัง ๖ ศอก ๖ นิ้ว พื้นห้องเรือภายนอกทาสีแดง ฝีพาย ๖๕ คน ต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ ๔ ได้มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ยืนประทับบนหลังพญาสุบรรณเพื่อความเป็นสง่างามของลำเรือและเพื่อให้ต้องตาม คติในศาสนาพราหมณ์ เทวรูปพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ สร้างด้วยไม้จำหลักปิดทอง ประดับกระจกองค์พระนารายณ์ ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์และมงกุฎยอดชัยพระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบ (สีน้ำเงินเข้ม) มี ๔ พระกร ทรงเทพศาสตรา คือ ตรี คทา จักร สังข์ ตามคติของพราหมณ์ซึ่งปรากฏในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ ๑ ตอนกุมภกรรณต้องศร พระรามสิ้นชีวิต “แลเห็นพระองค์ทรงลักษณ์ ผ่องพักตร์จำรัสรัศมี สีเขียวดั่งนิลมณี มีกายปรากฏเป็นสี่กร ทรงเทพอาวุธ จักรสังข์ ทั้งตรีคทาศิลป์ศร จึงรู้ว่านารายณ์ฤทธิรอน จากเกษียรสาครเสด็จมา” แล้วขนานนามว่า “เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ”ต่อมาเรือได้เสื่อมสภาพลง คงเหลือแต่โขนเรือเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

                 


  • ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ กองทัพเรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรมอู่ทหารเรือ และกรมศิลปากร ได้มีหนังสือ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อสร้างเรือพระที่นั่งลำใหม่เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย
    ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ปีที่ ๕๐ ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือว่า “เรือพระที่นั่งนารายณ์ ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙” เรือลำดังกล่าวมีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรองทอดบัลลังก์กัญญา ขั้นตอนการจัดสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ แบบเรือได้คงขนาดและลักษณะของลวดลายแกะสลักทั้งหลายไว้ตามแบบเรือลำเดิม แต่ได้ปรับปรุงให้ โขนเรือมีความสูงเพิ่มขึ้น และส่วนที่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ก็ออกแบบให้มีความงดงามยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่ของลำเรือให้ กว้างขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่ทอดบัลลังก์กัญญาและประดับเครื่องสูงทั้งหลายเริ่มดำเนินการสร้างตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ กรมอู่ทหารเรือรับเป็นผู้จัดสร้างตัวเรือ พาย และคัดฉาก ส่วนกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลการแกะสลักลวดลายตลอดจนการลงรัก ปิดทองประดับกระจก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางกระดูกงูเรือ ณ อู่ทหารเรือธนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรง พระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในฐานะผู้แทนพระองค์ ทรงทำพิธีปล่อยเรือพระที่นั่ง นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ลงน้ำ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตอกหมุดกระดูกงูหัวเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ลักษณะโขนเรือ ทำจากไม้สักทอง ลงรักปิดทองประดับกระจก จำหลักรูปพระวิษณุพระวรกายคล้ำในพระกรทั้ง ๔ ทรงถือ จักร สังข์ คทา และตรีศูล ประทับยืนบนครุฑยุดนาคหรือครุฑที่จับนาค ๒ ตัวชูขึ้น ที่หัวเรือเบื้องใต้ครุฑเป็นช่องสำหรับใส่ ปืนใหญ่ ลายบริเวณหัวเรือมีลักษณะเป็นก้านขดใบเทศมีครุฑประกอบตัวก้านขด กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาและมีแท่นประทับ ลำเรือ ภายนอกท้องเรือและภายในทาสีแดง 

  • ส่วนท้ายเรือ มีลักษณะคล้ายท้ายเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช แต่ส่วนเหนือมาลัยท้ายเป็นสร้อยหางครุฑ ปลายหางสุด ของท้ายเรือเป็นกนกหางครุฑ ท้องลายของท่อนหางเป็นขนครุฑ ลำเรือ ทำจากไม้ตะเคียนทอง แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกตลอดทั้งลำเรือ มีลวดลายเป็นลายพุดตาน สีพื้นเรือ หรือสีท้องเรือเป็นสีแดงชาดใช้บัลลังก์กัญญาเรือเช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นลวดลายแกะสลัก ลงรักปิดทองประดับ กระจก แผงพนักพิง แกะสลักลวดลายเป็นรูปครุฑยุดนาค ลงรักปิดทองประดับกระจก ภายในเหมือนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ลูกแก้วรับขื่อ เป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทองประดับกระจก เสาสองต้นทาสีดำ ส่วนพายกับฉาก ลงรักปิดทอง การวางฉัตรให้เว้น ๒ กระทงต่อ ๑ ฉัตร ผ้าดาดหลังคากัญญาเรือ เป็นทองแผ่ลวด ลายโคมแย่ง ลงรักปิดทองประดับกระจก พื้นแดงลายจั่ว และลายผ้าม่านโดยรอบประดับด้วยทองแผ่ลวด ขนาดของเรือ มีความยาว ๔๔.๓๐ เมตร ความยาวแนวน้ำหนักบรรทุกเต็มที่ ๓๔.๖๐ เมตร ความกว้าง ๓.๒๐ เมตร ความลึก ๑.๑๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๔๐ เมตร น้ำหนักบรรทุก ๒๐ ตัน สิ้นค่าใช้จ่าย ๑๑.๙ ล้านบาท กำลังพลทั้งหมด ๖๗ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๕๐ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนเห่ขานยาว ๑ นาย คนถือฉัตร ๗ นาย กำลังพลสำรอง ๓ นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จำนวน … นาย เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เคยเป็นเรือพระที่นั่งทรง เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙

     

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

            
                          
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช  คำว่า “อนันตนาคราช” หมายถึง ราชาแห่งนาคหรืองูทั้งหลาย ในฮินดูปกรณัม “อนันตะ” หมายถึง งูเทพ หรือ งูทิพย์ ผู้มีพลังยิ่งใหญ่ รู้จักในชื่อ เศษะ หรือ อาทิเศษะ เป็นผู้ที่มีเศียรหนึ่งพัน ซึ่งประดับด้วยอัญมณีส่องประกายไปทุกแห่งหน ส่วนใน คัมภีร์ปุราณะกล่าวว่า อนันตะอาศัยอยู่ลึกลงไปกว่าโลกบาดาลทั้ง ๗ ชั้น และแบกโลกทั้งหมดไว้บนเศียร คราใดที่อนันตะหาว โลก ก็สั่นสะเทือน บางคัมภีร์อธิบายว่าอนันตะมีชื่ออีกอย่างว่าวาสุกรี ซึ่งมี ๗ เศียร และอยู่ในโลกบาดาลชั้นที่ ๗ ปกครองนาคทั้งหลายเรื่องราวดังกล่าวมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทยว่าใต้โลกมนุษย์มีปลาอานนท์อาศัยอยู่ คราวใดปลาอานนท์ขยับตัว โลกจะสั่นเกิดแผ่นดินไหว พญานาค ๗ เศียร บันดาลให้เกิดฝน และความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระวิษณุลงมาเกิด บนโลกมนุษย์ ดังนั้น เรือพระที่นั่งซึ่งเป็นพระราชพาหนะจึงสร้างเป็นรูปพญาอนันตนาคราชสอดคล้องกับเรื่องราวที่ว่าพระวิษณุประทับบรรทมบนพญาอนันตนาคราชในเกษียรสมุทรเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ซึ่งมีโขนเรือเป็นรูปพญานาค ๗ เศียร สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงพระราชดำริว่าเรือพระที่นั่งครุฑของเดิมก็มีอยู่แล้วแต่เรือพระที่นั่งนาค ยังหามีไม่ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนราชสีหวิกรม สร้างเรือพระที่นั่งบัลลังก์นาค ๗ เศียร พื้นเขียว



เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

  • ยาว ๑ เส้น ๓ วา (๑ เส้น เท่ากับ ๖ ศอก) ชื่อว่า เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ในสมัยสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นเรือพระที่นั่งลำทรง ซึ่งตั้งบุษบกผูกม่านทำด้วยผ้าดาดมีนักสราชประจำทั้งด้านหน้า และด้านหลังที่หัวเรือตั้งปืนจ่ารงคร่ำเงิน หน้าบุษบกจะตั้งเครื่องสูง ด้านหน้ามีฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ ฉัตร ๕ ชั้น ๓ องค์ ด้านหลังบุษบก เป็นฉัตร ๗ ชั้น ๑ องค์ ๕ ชั้น ๒ องค์ และมีพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ บังแทรก (บังดั้น) ด้านหน้าพระแท่นมีอาวุธผูกติด คือ ปืนนกสับ พระแสงง้าวนากถมเงิน ด้านท้ายพระแท่นมีทวน ๑ คู่ ขุนนางที่อยู่ประจำเรือมีจมื่นมหาดเล็กข้างละ ๒ นาย สำหรับเชิญ พระแสงตีนตอง มีจางวางปลัดทูลฉลอง และหุ้มแพรอยู่หน้าพระที่พวกพลเลวอยู่ท้าย ๒ นาย พลพายใช้พายทอง เช่นเดียวกับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ๗๖ | ๗๗ โขนเรือปิดทองประดับกระจก เป็นรูปพญาอนันตนาคราช หรือ พญานาค ๗ เศียร กลางลำเรือทอดบุษบกใช้ประดิษฐาน พระพุทธรูปหรือผ้ากฐิน ลำเรือภายนอกทาสีเขียวท้องเรือภายในทาสีแดง ตัวเรือมีความยาว ๔๕.๘๕ เมตร กว้าง ๒.๕๘ เมตร ลึก ๐.๘๗ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๑ เมตร สำหรับเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชลำปัจจุบัน สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๖ แทนลำเดิม สร้างเสร็จเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นเรือพื้นเขียว น้ำหนัก ๑๕.๓๖ ตัน ความยาว ๔๔.๘๕ เมตร ความกว้าง ๒.๕๘ เมตร ความลึก ๐.๘๗ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๑ เมตร

  • กำลังพลทั้งหมด ๗๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๗๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๕๔ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนเห่ขานยาว ๑ นาย คนถือฉัตร ๗ นาย บังสูรย์ พัดโบก พระกลด ๓ นาย กำลังพลสำรอง ๒ นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จำนวน … นาย พ.ศ. ๒๕๑๐ ซ่อมแซมเพื่อใช้ชั่วคราวให้ทันใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยมี บริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาการซ่อมทำชั่วคราวให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ พ.ศ. ๒๕๑๒ ซ่อมใหญ่ โดยซ่อมทำตัวเรือใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ จนถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ต่อจากนั้นได้ทำการซ่อมลวดลายเรือและเครื่องตกแต่งประกอบเรือตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ จนถึง วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ พื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัท สหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

             
                          
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์  คำว่า “อเนกชาติภุชงค์” หมายถึง งูหลากหลายชนิด สอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็กๆ จำนวนมาก คำว่า “ภุชงค์” มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “นาค” ในภาษาไทย ซึ่งเป็นเทพในฮินดูปกรณัมและปรากฏใน พระพุทธศาสนา เป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์เทพเจ้าหลายองค์ของศาสนาฮินดูเกี่ยวข้องกับนาค หรือปรากฏในรูปร่างของงูหรืองูเทพ เช่น พระวิษณุบรรทมบพญานาคอนันตะหรือเศษะนาค ทอดตัวอยู่เหนือแผ่นน้ำ รูปแบบของ งูหรือนาคตัวเล็กๆ จำนวนมากที่หัวเรือเช่นนี้ น่าจะหมายถึงนาคที่มีจำนวนนับพันซึ่งเป็นเหล่าบรรดานาคที่กำเนิดจากมหาฤษีกัศยปะ และนางกัทรุ นาคเหล่านี้อาศัยอยู่ในโลกบาดาล เรียกว่า นาคโลก หมายถึงโลกของนาคทั้งหลาย 


  • เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์เป็นเรือศรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หัวเรือลงรัก ปิดทองลายรดน้ำเป็นรูปพญานาคเล็กๆ จำนวนมาก ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาซึ่งเป็นที่ประทับเปลื้องเครื่องหรือ เปลื้องพระชฎามหากฐินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จขึ้นหรือลงเรือพระที่นั่งอีกลำ ตัวลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง ใช้พายทองพายท่านกบินเช่นเดียวกับเรือพระที่นั่ง ไม่มีนักสราชเชิญธง เพราะถือเป็นธรรมเนียมว่า
    เรือพระที่นั่งศรีถ้าทอดบัลลังก์กัญญา ไม่มีธงท้ายเรือพระที่นั่ง

  • ตัวเรือมีความยาว ๔๕.๖๗ เมตร ความกว้าง ๒.๙๑ เมตร ความลึก ๐.๙๑ เมตร น้ำหนัก ๗.๗ ตัน กำลังพลทั้งหมด ๗๗ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๗๕ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย ท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๖๑ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนเห่ขานยาว ๑ นาย คนถือฉัตร ๗ นาย กำลังพลสำรอง ๒ นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง … นาย

     

เรืออสุรวายุภักษ์

                                             
                                         
เรืออสุรวายุภักษ์

เรืออสุรวายุภักษ์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลำเดิมไม่พบหลักฐานการสร้าง ใน พ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด กรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร ได้ดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซมใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีองค์สีม่วง ตัวเรือมีความยาว ๓๑ เมตร ความกว้าง ๒.๐๓ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๒ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๕๙ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๕๗ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๔๐ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย คนตีกลองชนะ ๑๐ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย

  • ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยบริษัท สำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้ซ่อมทำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรืออสุรปักษี

                                                                                               
เรืออสุรปักษี

เรืออสุรปักษี สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลำเดิมไม่พบหลักฐานการสร้าง ใน พ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด กรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร ได้ดำเนินการบูรณซ่อมแซมใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีองค์สีเขียว ตัวเรือมีความยาว ๓๑.๑๖ เมตร ความกว้าง ๒.๐๓ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๑ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๕๙ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๕๗ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๔๐ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย คนตีกลองชนะ ๑๐ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย - ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึง ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยบริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้ซ่อมทำ- พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔

  • จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ- พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๔จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร

                                                                                           

         เรือกระบี่ปราบเมืองมาร

เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ปราบเมืองมาร สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร โขนเรือเป็นรูปวานร (หนุมาน) ร่างกายสีขาว ไม่สวมเครื่องประดับหัว ตัวเรือมีความยาว ๒๘.๘๕ เมตร ความกว้าง ๒.๑๐ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๕๖ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๕๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๕๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย
    นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๖ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย คนตีกลองชนะ ๑๐ นาย และ กำลังพลสำรอง ๒ นาย ลำปัจจุบันได้สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยใช้หัวเรือเดิมนำมาซ่อมแซม ช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๒ เดือน ช่างรักทำงานประมาณ ๔ เดือน ช่างเขียนทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน พ.ศ. ๒๕๑๒ จัดทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓
  • โดยบริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้ทำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุหรือชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
    ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์

                                                                                            


       เรือกระบี่ราญรอนราพณ์

เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมากกรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซ่อมทำตัวเรือทั้งลำ และได้ทำหางเรือขึ้นใหม่ ช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๒ เดือน ช่างรัก ทำงานประมาณ ๔ เดือน ช่างเขียนทำงานประมาณ ๖ เดือนช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ โขนเรือเป็นรูปวานร (นิลพัท) ไม่สวมเครื่องประดับหัวร่างกายสีดำ ตัวเรือมีความยาว ๒๘.๓๐ เมตร ความกว้าง ๒.๑๐ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๕๖ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๕๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๕๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย
    นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๖ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย คนตีกลองชนะ ๑๐ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย พ.ศ. ๒๕๑๔ จัดทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔

  • โดยมีบริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้จัดทำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วนตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทองใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
    ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือพาลีรั้งทวีป

                                                                                                                                

 เรือพาลีรั้งทวีป

เรือพาลีรั้งทวีป สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โขนเรือเป็นรูปวานร (พาลี) สวมมงกุฎ โดยมีร่างกายสีเขียว ตัวเรือมีความยาว ๒๙.๐๓ เมตร ความกว้าง ๒.๐๐ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๓ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๔๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๔ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย ลำปัจจุบันไม่พบหลักฐานการสร้าง ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมีบริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้จัดทำ

  • พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ชำรุด ลงรักปิดทองใหม่ ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ ให้ทันใช้ในงาน สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๔ จนถึง วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือสุครีพครองเมือง

                                                                                                           

         เรือสุครีพครองเมือง

เรือสุครีพครองเมือง สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โขนเรือเป็นรูปวานร (สุครีพ) สวมมงกุฎ โดยมีร่างกายสีแดง ตัวเรือมีความยาว ๒๙.๑๐ เมตร ความกว้าง ๑.๙๘ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๐ เมตร กำลังพลจำนวน ๔๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นายนายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๔ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย พลกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย


  • ลำปัจจุบันไม่พบหลักฐานการสร้าง ซ่อมทำเครื่องตกแต่งเรือตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมีบริษัท สำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้จัดทำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ชำรุด ลงรักปิดทองใหม่ ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ ให้ทันใช้ในงานสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม
    พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือครุฑเหินเห็จ

                                                     

         เรือครุฑเหินเห็จ

เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเหินเห็จ สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แต่ใช้ชื่อว่าเรือครุฑเหินระเห็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือ เป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ลำปัจจุบันสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยใช้หัวเรือเดิมนำมาซ่อมแซม ท้ายเรือทำใหม่ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑ แล้วเสร็จ
เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๘ เดือน ช่างรักทำงาน ๖ เดือน ช่างเขียนลายรดน้ำทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน


  • โขนเรือเป็นรูปครุฑจับนาค ๒ ตัวชูขึ้น กายสีแดง ตัวเรือมีความยาว ๒๘.๕๘ เมตร ความกว้าง ๒.๑๐ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๕๖ เมตร กำลังพลจำนวน ๔๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๔ นาย คนถือธงท้าย ๑ นายพลสัญญาณ ๑ นาย
    คนกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
  • ทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมีบริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้ทำ พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทองทาสีใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือครุฑเตร็จไตรจักร

                                                                

         เรือครุฑเตร็จไตรจักร

เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือครุฑเตร็จไตรจักร สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ใน สงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ลำปัจจุบันสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยใช้หัวเรือเดิมนำมาซ่อมแซม ท้ายเรือทำใหม่ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ช่างแกะสลักลวดลายทำงานประมาณ ๑๘ เดือน ช่างรักทำงาน ๖ เดือน ช่างเขียนลายรดน้ำทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน โขนเรือเป็นรูปครุฑ จับนาค ๒ ตัวชูขึ้น กายสีชมพู


  • ตัวเรือมีความยาว ๒๘.๗๒ เมตร ความกว้าง ๒.๐๘ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๕๕ เมตร
    กำลังพลจำนวน ๔๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย
    นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๔ นาย คนถือธงท้าย ๑ นายพลสัญญาณ ๑ นาย คนกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) ๒ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย ทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมี บริษัทสำนักงานเกสรดอกประดู่ เป็นผู้ทำ
  • พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทองทาสีใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน
    พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือเอกไชยเหินหาว

                                 

         เรือเอกไชยเหินหาว

เรือเอกไชยเหินหาว เรือเอกไชยเหินหาว เป็นเรือคู่ชัก คู่กับเรือเอกไชยหลาวทอง ทำหน้าที่ชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่ง เมื่อต้องการให้แล่นเร็วขึ้น สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลำเดิมไม่พบหลักฐานการสร้าง ใน พ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด กรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ กรมศิลปากรได้ตัดหัวเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๘ กองทัพเรือและกรมศิลปากรร่วมกันบูรณะเรือนี้ขึ้นใหม่ โดยใช้หัวเรือและท้ายเรือเดิมมาประกอบ


  • ลักษณะหัวเรือเป็นรูปดั้งเชิดสูงงอนขึ้นไป ลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำรูปเหรา (สัตว์ในตำนาน ลักษณะคล้ายมังกรแต่มีหัวเป็นงู หรือนาค) สีของดวงตาเหราเป็นสีทอง กระทงเรือมีแท่นรองฉัตร ๗ ต้น ด้วยเคยเป็นเรือพระที่นั่งทรงมาก่อน ตัวเรือมีความยาว ๒๙.७๖ เมตร ความกว้าง ๒.๐๖ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๐ เมตร
    กำลังพลจำนวน ๔๖ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย
    นายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๘ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย

  • ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ โดยกรมอู่ทหารเรือ วางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘
    เริ่มสร้าง เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๘ ลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ จากนั้นจึงทำการตกแต่งตัวเรือโดยช่างแกะสลักทำงาน ประมาณ ๑๔ เดือน ช่างรักปิดทองทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างเขียนลายรดน้ำทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและ ประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุซึ่งชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทอง ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔
    จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

     

เรือเอกไชยหลาวทอง

                                 

         เรือเอกไชยหลาวทอง

เรือเอกไชยหลาวทอง  เป็นเรือคู่ชักคู่กับเรือเอกไชยเหินหาว ทำหน้าที่ลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่ง เมื่อต้องการให้แล่นเร็วขึ้น สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลำเดิมไม่พบหลักฐานการสร้างในพ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด กรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมากในพ.ศ. ๒๔๙๑ กรมศิลปากรได้ตัดหัวเรือและท้ายเรือเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๘ กองทัพเรือและกรมศิลปากรร่วมกันบูรณะเรือนี้ขึ้นใหม่ โดยใช้หัวเรือและท้ายเรือเดิมมาประกอบ ลักษณะ หัวเรือเป็นรูปดั้งเชิดสูงงอนขึ้นไป ลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำรูปเหรา (สัตว์ในตำนาน ลักษณะคล้ายมังกรแต่มีหัวเป็นงูหรือนาค)สีของดวงตาเหราเป็นสีดำ


  • ตัวเรือมีความยาว ๒๙.๖๔ เมตร ความกว้าง ๑.๙๖ เมตร ความลึกถึงท้องเรือ ๐.๖๐ เมตร
    กำลังพลจำนวน ๔๖ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย
    นายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๘ นาย คนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
    ลำปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ โดยกรมอู่ทหารเรือ วางกระดูกงูเรือเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘

  • เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘ ลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๐ จากนั้นจึงทำการตกแต่งตัวเรือโดยช่างแกะทำงาน ประมาณ ๑๔ เดือน ช่างรักปิดทองทำงานประมาณ ๖ เดือน ช่างปิดทองและประดับกระจกทำงานประมาณ ๔ เดือน พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ลงรักปิดทองทาสีตัวเรือใหม่  และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้งาน สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึง วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือทองขวานฟ้า

                                                                                                               
เรือทองขวานฟ้า

เรือทองบ้าบิ่นและเรือทองขวานฟ้า  ทำหน้าที่เป็นเรือประตูหน้า หรือเรือสำหรับนำหน้าขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ลำเดิมไม่พบหลักฐานที่สร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างตัวเรือขึ้นใหม่
โดยใช้หัวเรือเดิม ลักษณะเป็นเรือดั้งตาน้ำมัน ยอดดั้งปิดทอง หัวเรือแกะสลักลวดลาย ท้ายเรือลงรักปิดทองประดับกระจก ตัวเรือมีความยาว ๓๒.๐๐ เมตร ความกว้าง ๑.๘๓ เมตร ความลึก ๐.๖๔ เมตร


  • ใช้เวลาทำประมาณ ๑๒๐ วัน และทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ กำลังพลจำนวน ๔๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๙ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย กำลังพลสำรอง ๒ นาย พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหม่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทองเพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือทองบ้าบิ่น

                                                                                     
เรือทองบ้าบิ่น

เรือทองบ้าบิ่นและเรือทองขวานฟ้า  ทำหน้าที่เป็นเรือประตูหน้า หรือเรือสำหรับนำหน้าขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ลำเดิมไม่พบหลักฐานที่สร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายให้กับเรือเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ดำเนินการตัดหัวโขนเรือและท้ายเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้สร้างตัวเรือขึ้นใหม่
โดยใช้หัวเรือเดิม ลักษณะเป็นเรือดั้งตาน้ำมัน ยอดดั้งปิดทอง หัวเรือแกะสลักลวดลาย ท้ายเรือลงรักปิดทองประดับกระจก ตัวเรือมีความยาว ๓๒.๐๐ เมตร ความกว้าง ๑.๘๓ เมตร ความลึก ๐.๖๔ เมตร


  • ใช้เวลาทำประมาณ ๑๒๐ วัน และทำเครื่องตกแต่งเรือใหม่ กำลังพลจำนวน ๔๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นายฝีพาย ๓๙ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย กำลังพลสำรอง ๒ นาย พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหม่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลาย ลงรักปิดทองเพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือเสือทยานชล

                                                    
เรือเสือทยานชล 

เรือเสือทยานชล  เรือเสือทยานชล เป็นเรือประเภทเรือพิฆาต มีหน้าที่สำหรับทำการรบโดยเฉพาะ สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทั้งหมด ๑๒ ลำ ปรากฏชื่อเรือทั้งสองลำในลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทั้งทางสถลมารค และทางชลมารค ใน พ.ศ. ๒๓๘๗ ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เหลือเพียง ๑ คู่ คือ เรือเสือทยานชลและ เรือเสือคำรณสินธุ์


  • ตัวเรือมีความยาว ๒๒.๒๐ เมตร ความกว้าง ๑.๗๕ เมตร ความลึกท้องเรือ ๐.๗๐ เมตร
    กำลังพลจำนวน ๓๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๓๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย
    นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๖ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนนั่งประจำคฤห ๓ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
  • พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลายทาสีตัวเรือใหม่ ตัวเรือวาดลงสีรูปเสือไว้ที่ หัวเรือซึ่งมีช่องที่มีปืนใหญ่ยื่นออกมา ภายในท้องเรือทาสีแดง เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภช
    กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือเสือคำรณสินธุ์

                                                    
เรือเสือคำรณสินธุ์ 


เรือเสือคำรณสินธุ์  เป็นเรือประเภทเรือพิฆาต มีหน้าที่สำหรับทำการรบโดยเฉพาะ สร้างครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทั้งหมด ๑๒ ลำ ปรากฏชื่อเรือทั้งสองลำในลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทั้งทางสถลมารค และทางชลมารค ใน พ.ศ. ๒๓๘๗ ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เหลือเพียง ๑ คู่ คือ เรือเสือทยานชลและ เรือเสือคำรณสินธุ์


  • ตัวเรือมีความยาว ๒๒.๒๓ เมตร ความกว้าง ๑.๗๕ เมตร ความลึกท้องเรือ ๐.๗๐ เมตร
    กำลังพลจำนวน ๓๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๓๓ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย
    นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๖ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนนั่งประจำคฤห ๓ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
  • พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ตกแต่งลวดลายทาสีตัวเรือใหม่
    ตัวเรือวาดลงสีรูปเสือไว้ที่ หัวเรือซึ่งมีช่องที่มีปืนใหญ่ยื่นออกมา ภายในท้องเรือทาสีแดง เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน
    พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรืออีเหลืองหรือเรือกลองนอก

                                                                                                    
เรืออีเหลืองหรือเรือกลองนอก


เรืออีเหลืองหรือเรือกลองนอก  ไม่พบหลักฐานการสร้าง ตัวเรือมีความยาว ๒๔.๒๕ เมตร ความกว้าง ๑.๖๘ เมตร ความลึก ๐.๕๕ เมตร กำลังพลจำนวน ๓๔ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๓๒ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๘ นาย


  • พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นายพ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุชำรุดบางส่วน ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน
    พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕
    โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำ

เรือแตงโมหรือเรือกลองใน

                                                                                        
เรือแตงโมหรือเรือกลองใน


เรือแตงโมหรือเรือกลองใน  ไม่พบหลักฐานการสร้าง ตัวเรือมีความยาว ๒๔ เมตร ความกว้าง ๑.๙๑ เมตร ความลึก ๐.๖๒ เมตร


  • กำลังพลจำนวน ๓๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๓๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๗ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และ
    กำลังพลสำรอง ๒ นาย

เรือดั้ง

                                                                                              
เรือดั้ง ๑ - ๒๐ ทาสีน้ำมันเป็นสีดำ


เรือดั้ง  คำว่า “ดั้ง” แปลว่า “หน้า” ดังนั้นเรือดั้งจึงหมายถึงเรือหน้า คำว่าเรือดั้ง พบครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช เรือดั้งมีจำนวนทั้งสิ้น ๒๒ ลำ โดยเรือดั้ง ๑ - ๒๐ ทาสีน้ำมันเป็นสีดำ ส่วนเรือดั้ง ๒๑ - ๒๒ เป็นสีทอง โดยเรือดั้งทั้ง ๒๒ ลำ ไม่มีลวดลาย ส่วนหัวตั้งสูงงอน ทั้งนี้เรือดั้งแต่ละลำจะมีความยาวของเรือไม่เท่ากัน แต่จะมีความยาวอยู่ระหว่าง ๒๓.๖ - ๒๗.๓ เมตร ความกว้าง ๑.๕ - ๑.๗ เมตร
เรือดั้ง ๑ - ๒๐ ทาสีน้ำมันเป็นสีดำ เรือดั้ง ๒๑ - ๒๒ เป็นสีทอง 


  • ไม่พบหลักฐานการสร้าง ส่วนมากจะซ่อมทำโดยการเปลี่ยนไม้ที่เก่าออก แล้วใส่ไม้ใหม่ทดแทน พ.ศ. ๒๕๐๖ กรมอู่ทหารเรือได้ต่อเรือดั้ง ๖ ขึ้นใหม่ โดยวางกงเหล็กเพื่อให้เรือแข็งแรงทนทานทำให้ตัวเรือมีน้ำหนักมาก พ.ศ. ๒๕๒๔ ซ่อมใหญ่ เปลี่ยนไม้ตัวเรือที่ผุและชำรุดบางส่วน ทาสีตัวเรือใหม่ และอื่นๆ เพื่อให้ทันใช้ในงานสมโภช
    กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เริ่มซ่อมทำตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ จนถึงวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีบริษัทสหายสันต์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาซ่อมทำสำหรับเรือดั้ง ๑๙ ได้รับการซ่อมทำเปลี่ยนตัวเรือไม้ กระดูกงู และกงใหม่เกือบทั้งหมด 
  • ในขณะที่กำลังพลประจำเรือประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย
    พลสัญญาณ ๑ นาย เส้า ๒ นายประจำคฤห ๕ นาย (นายทหาร ๑ นาย
    พลทหาร ๔นาย) และกำลังพลสำรอง ๒ นาย เหมือนกันทุกลำ แต่สำหรับฝีพายจะมี จำนวนแตกต่างกันเนื่องจากความยาวของเรือไม่เท่ากัน โดยเรือดั้ง ๑ กำลังพล
    จำนวน ๔๕ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ จำนวน ๔๓ นาย ประกอบด้วย
    นายเรือ ๑ นายนายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๒ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย เส้า ๒ นาย
     คนนั่งประจำคฤห ๕ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
  • เรือดั้ง ๒ - ๔ กำลังพลจำนวน ๔๓ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๔๑ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๐ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย เส้า ๒ นาย ประจำคฤห ๕ นาย (นายทหาร ๑ นาย พลทหาร ๔ นาย)
  • เรือดั้ง ๕ - ๑๑ กำลังพลจำนวน ๔๑ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๓๙ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๘ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย เส้า ๒ นาย ประจำคฤห ๕ นาย (นายทหาร ๑ นาย พลทหาร ๔ นาย) และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
  • เรือดั้ง ๑๒ - ๒๒ กำลังพลจำนวน ๓๙ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน
    ๓๗ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย มีฝีพาย ๒๖ นาย
    พลสัญญาณ ๑ นาย เส้า ๒ นาย ประจำคฤห ๕ นาย (นายทหาร ๑ นาย
    พลทหาร ๔ นาย) และกำลังพลสำรอง ๒ นาย


                                                          เรือดั้ง ๒๑ - ๒๒ ทาสีน้ำมันเป็นสีดำ

เรือแซง

                                                              
เรือแซง


เรือแซง  เรือแซง เรือที่ทำหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์เหมือนกับทหารมหาดเล็ก สามารถแซงเรือในขบวนมาอารักขา พระมหากษัตริย์ได้ มีจำนวน ๗ลำ ไม่พบหลักฐานที่สร้าง แต่มีบันทึกไว้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้จัดเรือแซง จำนวน ๔ ลำ ไว้ท้ายขบวน และในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้เพิ่มสำหรับพระตำรวจอีก ๒ ลำ
โดยใน ๔ ลำแรกใช้ทหาร จึงเรียกว่า “เรือแซงทหาร”


  • เรือแซง จนถึงปัจจุบัน รูปร่างและขนาดเรือ ลักษณะหัวเรือเชิดขึ้นเหนือตาน้ำ ทาสีดำ แต่ละลำมีขนาดไม่เท่ากัน เรือแซง ๑ - ๖ มีความยาวไม่เท่ากันอยู่ระหว่าง ๒๒.๑๒ - ๒๕.๘๐ เมตร ความกว้างไม่เท่ากันอยู่ระหว่าง ๑.๓๐ - ๑.๖๒ เมตร กำลังพลจำนวน ๓๐ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๒๘ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย
  • ฝีพาย ๒๔ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย
    เรือแซง ๗ มีความยาว ๒๔.๗ เมตร กว้าง ๑.๕ เมตร กำลังพลจำนวน ๓๖ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ
    จำนวน ๓๔ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๓๐ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรอง ๒ นาย

เรือตำรวจ

 

เรือตำรวจ


เรือตำรวจ เป็นเรือที่มีหน้าที่เป็นองครักษ์ โดยมีพระตำรวจหลวงชั้นปลัดกรมนั่งคฤหประจำอยู่ จำนวน ๓ ลำ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับประวัติการสร้าง


  • รูปร่างและขนาดของเรือ ทาน้ำมันสีดำตลอดทั้งลำ มีความยาวระหว่าง ๒๐.๙๗ - ๒๑.๔๕ เมตร ความกว้างระหว่าง ๑.๓๗ - ๑.๔๙ เมตร และความลึกท้องเรือระหว่าง ๐.๔๗ - ๐.๕๖ เมตร
    มีกำลังพลจำนวน ๓๐ นาย แบ่งเป็นกำลังพลประจำเรือจำนวน ๒๘ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๑ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๒๔ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย และกำลังพลสำรองจำนวน ๒ นาย
แบบสำรวจ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ทร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ทร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้