การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยต่างๆ

สมัยกรุงรัตนโกสินทริ์

                   

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ 


          นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระนครจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งกรุงเทพมหานคร หรือทางฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นชัยภูมิที่ดีกว่าสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ หม่อมราชวงศ์แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้ให้อรรถาธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง “กระบวนพยุหยาตรา” ว่า “สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็ได้มีกฐินพยุหยาตราชลมารคแต่รัชกาลที่ ๑ แม้ว่าเรือใช้รบในแม่น้ำของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาจะได้ถูกพม่าเผาเสียหมดเมื่อคราเสียกรุงครั้งสุดท้าย แต่เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรีก็ได้สร้างขึ้นมาใหม่เพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะใช้ในการรบ และเมื่อว่างจากการรบก็จะจัดเป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีต่างๆ กฐินพยุหยาตราชลมารคในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น นอกจากจะมีกระบวนหลวง ซึ่งจัดเป็นกระบวนพยุหยาตรากรีธาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎร์ที่มีฐานะยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ทำเป็นจระเข้ เป็นหอย เป็นปลา เป็นสัตว์ต่างๆ มาสมทบเข้ากับกระบวน เป็นกระบวนนำและกระบวนหลวง เรือบางลำก็มีวงปี่พาทย์และการละเล่นต่างๆ ไปในเรือด้วย ต่อมารัชกาลที่ ๒ ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้แต่งกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จฯ ไปถวายผ้ากฐิน มีเรือพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าละอองธุลีพระบาทแต่งเป็นรูปต่างๆ เข้ากับกระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคอย่างใหญ่บ้างอย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้ากฐินสืบต่อกันเรื่อยมา แม้ต่อมาจะพ้นยุคพ้นสมัยที่จะใช้เรือรบทางแม่น้ำในการรบแล้ว ก็ยังคงรักษาเรือเหล่านี้ไว้สำหรับการพระราชพิธี เช่น เสด็จฯ เลียบพระนคร และเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินโดยวิถีสืบต่อมา เป็นการรักษาซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ” ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง สถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ มิได้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร การถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจึงมีอันต้องระงับไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ประเพณีอันดีงามนี้ไม่ถึงกับต้องสูญหายไป เพราะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นใหม่ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นมา อะไรเป็นเหตุผลดลพระราชหฤทัยและทรงมุ่งหมายอย่างไรในการฟื้นฟูจารีตประเพณีที่กล่าวนี้ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ สมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง ได้บรรยายให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศฟัง เมื่อ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ว่า “เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเรือพระราชพิธี ในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงทรงพระราชดำริว่า ถ้าจะโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น ก็ดูจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนก็ใช้กำลังทหารเรือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทำขึ้นครั้งเดียวก็ใช้ไปได้นานปี ส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีอยู่มากมายและหลายทางด้วยกัน เช่น เรือพระราชพิธีต่างๆ อันสวยงามและทรงคุณค่าในทางศิลปะอย่างยิ่งนั้น ก็จะได้รับการดูแลรักษาและบูรณะซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้มีอายุยืนยาวออกไป ทั้งจะได้เป็นการฟื้นฟูขนบประเพณีอันดีที่บรรพชนของเราได้กระทำมาแล้วแต่ปางก่อนให้ดำรงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ เป็นการบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีมาแต่โบราณกาลให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศอยู่ตลอดกาลด้วย” สำหรับในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และมีการเปลี่ยนแปลงการจัดรูปขบวนในรัชกาลต่างๆ ดังนี้


สมัยกรุงธนบุรี

            


สมัยกรุงธนบุรี              
               
              


        ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ คราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ ปรากฏว่าขบวนเรือถูกทำลายไปสิ้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือขึ้นสำหรับใช้ในราชการศึกสงคราม จะเห็นได้จากหมายรับสั่งครั้งกรุงธนบุรีในการพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์และแห่มาพักไว้ที่กรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา มีข้อความในหมายรับคำสั่งพรรณนาถึงขบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่ารวมเรือแห่ทั้งปวง ๑๑๕ ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่า มีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวน ๒๔๖ ลำ


 

 

สมัยกรุงสุโขทัย

            


             
                ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟในคืนเพ็ญเดือนสิบสอง
                 


     การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยต่างๆขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หมายถึง ริ้วขบวนเรือที่จัดขึ้นในการที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งที่เป็นการส่วนพระองค์ และที่เป็นการพระราชพิธี เดิมเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบการพระราชพิธี เช่นพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการรอยพระพุทธบาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในพระนคร ตลอดจนการต้อนรับราชทูตจากต่างประเทศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้มีการจัดริ้วขบวนในสมัยต่างๆ ดังนี้๑.๑ สมัยกรุงสุโขทัยการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการจัดริ้วขบวนเรือเพียงแต่กล่าวถึง พระร่วงทรงใช้เรือออกไปลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั ้งเผาเทียนเล่นไฟในคืนเพ็ญเดือนสิบสอง และการจัดขบวนเรือพระที่นั่งไปรับพระศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามี เจ้าจากลังกาครั้งเสด็จมายังกรุงสุโขทัยในสมัยพระเจ้าลิไท


 

 

สมัยกรุงศรีอยุธยา

           

              สมัยกรุงศรีอยุธยา                    


รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑)โปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลใช้สำหรับเป็นธรรมเนียมราชตระกูลและราชสำนักในบทพระอัยการหลายมาตรา กล่าวถึง ขบวนเรือไว้อย่างชัดเจน เป็นต้นว่า ในเดือน ๑๑ มีการพระราชพิธี“อาสยุธพิธี” คือ การแข่งเรือเสี่ยงทาย ระหว่างเรือพระที่นั่งสมรรถไชยอันเป็นเรือพระที่นั่งทรง กับเรือพระที่นั่งไกรสรมุขของสมเด็จพระอัครมเหสี อันเป็นธรรมเนียมที่ถือสืบกันมาว่าถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยแพ้ ปีนั้นข้าวจะเหลือเกลือจะอิ่ม ปวงชาวประชาจะสุขเกษมกันทั่วหน้า แต่ตรงกันข้าม ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยชนะ ปีนั้นก็จะเกิดยุคเข็ญ ด้วยเหตุนี้เวลาแข่งเรือเสี่ยงทาย ฝีพายเรือพระที่นั่งสมรรถไชยก็มักจะออมฝีมือยอมให้เรือพระที่นั่งไกรสรมุขขึ้นหน้า หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ในมาตรา ๑๖๔ ของกฎมณเฑียรบาลได้บัญญัติถึงการพระราชพิธีจองเปรียง ในเดือน ๑๒ อันตรงกับคืนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง และท่าน้ำเอิบอาบไปทั้งมณฑลสีมา


ภาพวาดทัพเรือของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไล่ตามเรือของพระยาจีนจันตุ

ครั้นเวลาล่วงมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในพระราชพงศาวดารบันทึกว่า เมื่อคราวทรงยกทัพไปตีเมืองเมาะตะมะนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาไปทางชลมารค พระโหราราชครู อธิบดีศรีพิชาจารย์ ก็ลั่นฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระชัย” นั้นไปก่อนเรือขบวนหน้าทั้งปวงไปโดยลำดับ และอีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวทรงยกทัพไปรับทัพพระมหาอุปราชฝ่ายพม่า ทรงกรีธาทัพไปทางชลมารคและโปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อัญเชิญพระชัยนำขบวน เพื่อเป็นมิ่งขวัญสวัสดิมงคลตามขนบนิยม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์พรรณนาความงามสง่าของขบวนเรือตอนนี้ไว้ในหนังสือลิลิตตะเลงพ่ายนับเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จึงปรากฏพระชัยหลังช้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช6 ❘ ๗ภาพวาดทัพเรือของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไล่ตามเรือของพระยาจีนจันตุภาพริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค


ภาพริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วาดโดยชาวฝรั่งเศส

ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วาดโดยชาวฝรั่งเศสสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ที ่ทรงพระปรีชาสามารถมากพระองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยาบ้านเมืองในสมัยนั้นมีความเจริญรุ ่งเรือง มีการค้าขายติดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีสำรอง ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นล่องตามแม่น้ำป่าสักอยู่เป็นประจำ และในบางโอกาสก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนเรือหลวงออกมารับคณะราชทูตและแห่พระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศสจากกรุงศรีอยุธยามายังเมืองลพบุรี ปรากฏหลักฐานการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรียกว่า “กระบวนเพชรพวง” ซึ่งเป็นริ้วขบวนที่ยิ่งใหญ่งดงาม จัดออกเป็นสี่สายพร้อมริ้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีกสายหนึ่ง ใช้เรือไม่น้อยกว่าร้อยลำ จากบันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในครั้งกระนั้น อาทิ นิโคลาส แชร์ แวส์ ที่ร่วมเดินทางมากับคณะทูตฝรั่งเศส ได้บรรยายไว้ในหนังสือชื่อ “ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม” กล่าวถึงขบวนพยุหยาตราทางชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจว่า “ …จะไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือดั้ง ๒๐๐ ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆ ไปข้างหน้าเรือพระที่นั่งนั้นใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายจะพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบน้ำเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีการจัดขบวนเรืออยู่เป็นประจำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการบำเพ็ญพระราชกุศลกรานกฐินหรือถวายผ้าพระกฐินเป็นสำคัญ เรือที่กล่าวนามมานี้บางลำผุพังไปตามอายุขัย ส่วนที่เหลือก็ถูกเผาทำลายคราวเสียกรุงฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ จนหมดสิ้น


 

แบบสำรวจ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ทร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ทร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้