ประวัติและความสำคัญของการเห่เรือ

การประพันธ์บทเห่เรือ

                                                                                                                
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย 

ผู้ประพันธ์กาพย์เห่เรือ


การประพันธ์บทเห่เรือ  กาพย์เห่เรือที่ใช้ในครั้งนี้ ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๓ องก์ โดยนาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ศิลปินแห่งชาติ มีนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ เป็นผู้เห่เรือ โดยยึดถือรูปแบบเดิมตามโบราณราชประเพณี แยกออกเป็น ๓ บท ได้แก่ กาพย์เห่เรือที่ใช้ในครั้งนี้ เป็นบทเห่เรือที่แต่งขึ้นใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ มีทั้งหมด ๓ องก์ ผู้ประพันธ์คือ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ และผู้ทำหน้าที่เห่เรือคือ นาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ การประพันธ์ยังคงยึดรูปแบบดั้งเดิมตามโบราณราชประเพณี และแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ บท
 บทที่ ๑ สรรเสริญพระบารม
 บทที่ ๒ ชมเรือ
 บทที่ ๓ ชมเมือง


ผู้ทำหน้าที่เห่เรือคือ นาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ


 

การเห่เรือ

            
                          
การเห่เรือ

การเห่เรือ จำแนกได้ ๒ ประเภท คือ การเห่เรือในงานพระราชพิธี ที่เรียกว่า การเห่เรือหลวง และ การเห่เรือสำหรับเที่ยวเตร่หรือในงานพื้นบ้าน ที่เรียกว่า เห่เรือเล่น ปัจจุบันการเห่เรือเล่นลดความสำคัญลงไป คงมีแต่การเห่เรือหลวงที่ดำรงอยู่ และถือเป็นโบราณราชประเพณีที่รักษาไว้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป ที่มาของการเห่เรือไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเป็นประเพณีของชนชาติต่าง ๆ ที่มีเรือพายใช้ เช่น อินเดีย จีน และญวน โดยคนพายจะขับร้องในเวลาพายเรือ เพื่อให้เกิดความรื่นเริงในการเดินทาง และผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย การเห่เรือของไทย นอกจากจะให้ความรื่นเริงแล้ว ยังเป็นการสร้างจังหวะเพื่อให้คนพายพายพร้อมกัน โดยทำเป็นทำนองเห่เรือที่แตกต่างกัน ๓ อย่าง ขึ้นอยู่กับความต้องการให้คนพายพายช้าหรือเร็ว ได้แก่ ช้าลวะเห่ ใช้เมื่อเริ่มออกเรือหรือขณะพายเรือตามน้ำ, สวะเห่ ใช้เมื่อเรือใกล้ถึงที่ประทับ และ มูลเห่ ใช้เมื่อต้องการให้พายหนักและจังหวะเร็ว คนเห่หรือที่เรียกว่า ต้นบท ต้องเลือกคนที่มีเสียงดีและเสียงดังพอให้ได้ยินไปทั่วลำเรือ ส่วนบทเห่เรือนั้นนิยมประพันธ์เป็นร้อยกรอง หรืออาจอยู่ในรูปของกลอนสด ซึ่งมีอยู่หลายสำนวน ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มนำมาใช้ครั้งแรกในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ไว้ ๒ เรื่อง เรื่องแรกขึ้นต้นว่า “พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย” สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์สำหรับเรือพระที่นั่งของพระองค์เอง เวลาตามขบวนเสด็จ ส่วนเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่อง พระยาครุฑลักนางกากี ซึ่งแต่เดิมคงใช้บทเห่เรือเรื่องนี้เฉพาะเวลาทรงเรือประพาสที่ลับโดยลำพังนอกจากนี้ยังมีบทเห่เรือพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่รู้จักในนาม กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ซึ่งเข้าใจกันว่าทรงพระราชนิพนธ์ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อชม สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชชนนี ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยทรงแต่งเครื่องเสวยได้ไม่มีผู้ใดเสมอในสมัยนั้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีบทเห่เรือสำนวนใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่บทเห่เรือเหล่านั้นก็อาศัยหลักเกณฑ์และรูปแบบของบทเห่เรือเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่.

แบบสำรวจ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ทร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ทร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้